文字サイズ

背景色変更

Foreign Language

ข้อมูลการท่องเที่ยวฮิโตโยชิ ฉบับภาษาไทย

更新日:2026年06月09日

ข้อมูลการท่องเที่ยวเมืองฮิโตโยชิ

ฮิโตโยชิ คุมะ

เมืองฮิโตโยชิ–คุมะ ตั้งอยู่ใจกลางของคิวชูตอนใต้ โอบล้อมไปด้วยสถานที่ทางประวัติศาสตร์และสมบัติทางวัฒนธรรม ที่มีศิลปะและสถาปัตยกรรมโบราณหลงเหลืออยู่ตามศาลเจ้าและวัดต่าง ๆ

 ฮิโตโยชิ–คุมะมีแม่น้ำสายใหญ่ผ่ากลางตัวเมืองและลำน้ำหลายสาย ซึ่งเป็นแหล่งพักผ่อนและจัดกิจกรรมท่องเที่ยวมากมาย อาทิ เช่น ล่องแก่ง ล่องเรือไม้แบบดั้งเดิม

 นอกจากนี้โรงกลั่นในพื้นที่ยังคงสืบทอดประเพณีการกลั่นเหล้าข้าวโชจูมาอย่างยาวนาน เพื่อผลิต “คุมะโชจู” ซึ่งเป็นเหล้ากลั่นครั้งเดียว (single-distillation) ที่ได้รับการคุ้มครองในฐานะสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI)

 ฮิโตโยชิ–คุมะ เจริญรุ่งเรืองภายใต้การปกครองของตระกูลซางาระช่วงศตวรรษที่12 ถึง 19 และยังมีอิทธิพลจนถึงปัจจุบัน ผ่านสมบัติและประเพณีทางวัฒนธรรมต่าง ๆ เช่น ศาลเจ้าอาโออิ อาโซะ และเส้นทางแสวงบุญพระโพธิสัตว์กวนอิม 33 แห่งซางาระซึ่งจัดขึ้นปีละสองครั้ง

 

Click here for English version(英語版はこちら)

ประวัติศาสตร์ฮิโตโยชิ คุมะ

 ฮิโตโยชิ–คุมะเปรียบเสมือนภาพย่อส่วนของประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นก่อนยุคสมัยใหม่ ตั้งแต่แหล่งโบราณคดีที่เผยให้เห็นพิธีฝังศพในอดีตไปจนถึงสถานที่ที่บอกเล่าเรื่องราวความรุ่งเรืองและการล่มสลายของชนชั้นซามูไร โดยสถานที่ส่วนใหญ่ล้วนเกี่ยวข้องกับตระกูลซางาระซึ่งปกครองพื้นที่แห่งนี้ต่อเนื่องยาวนานเกือบ 700 ปี

 สังคมโบราณในพื้นที่นี้พัฒนาขึ้นตั้งแต่ยุคแรกและแหล่งฝังศพจากยุคยาโยอิ (ประมาณ 300 ปีก่อนคริสต์ศักราช – 300 ปีหลังคริสต์ศักราช) และยุคโคฟุน (ประมาณ 250–552 ปีหลังคริสต์ศักราช) แสดงถึงลำดับชั้นทางสังคมในท้องถิ่นและการรวมอำนาจไว้ที่ส่วนกลาง

 ศาลเจ้าอาโออิ อาโซะ มีต้นกำเนิดในยุคเฮอัน (ค.ศ.794-1185) และสถานที่ต่างๆ เช่น ย่านโรงตีเหล็กเก่าคาจิยามาจิ และปราสาทฮิโตโยชิ เป็นเครื่องเตือนใจถึงความรุ่งเรืองและความเสื่อมถอยของวัฒนธรรมซามูไร

 ประวัติศาสตร์อันยาวนานของฮิโตโยชิ–คุมะ ปรากฏให้เห็นได้จากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์งานศิลปะทางพุทธศาสนา ทิวทัศน์ถนนในยุคเอโดะ และกิจกรรมสันทนาการริมแม่น้ำคุมะ

 สถานที่ทางประวัติศาสตร์และกิจกรรมต่างๆทำให้ผู้คนได้รู้จักตระกูลซางาระ และบทบาทด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของภูมิภาคของตระกูล เนื่องจากพื้นที่ได้รับการปกครองจากตระกูลตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 จนถึงศตวรรษที่ 19 และมรดกของพวกเขาก็ได้รับการอนุรักษ์ ผ่านประเพณีท้องถิ่นต่างๆ อย่างเช่น การกลั่นเหล้าคุมะโชจูและการแสวงบุญสักการะพระโพธิสัตว์กวนอิม 33 แห่งซางาระ รวมไปถึงสมบัติทางวัฒนธรรมที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติแห่งชาติและทรัพย์สินทางวัฒนธรรมสำคัญของญี่ปุ่น

 

ปราสาทฮิโตโยชิ

 

1.JPG

 กำแพงหินของปราสาท ซึ่งบางส่วนยังคงเป็นของดั้งเดิมจากปลายศตวรรษที่ 16 รวมถึงเชิงกำแพง ป้อมปราการ และประตูที่ได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ แสดงให้เห็นปราสาทฮิโตโยชิในช่วงระหว่างปีค.ศ. 1589 ถึง 1871

 นักท่องเที่ยวสามารถสำรวจบริเวณภายในปราสาทได้รวมถึงเขต “นิโนะมารุ” (เขตล้อมปราการชั้นที่สอง) ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของพระตำหนักสำหรับครอบครัวของเจ้าเมืองผู้ปกครอง พื้นที่นิโนะมารุยังสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของตัวเมืองและแม่น้ำคุมะได้อย่างชัดเจน

 

2.jpeg

  ตระกูลซางะระปกครองฮิโตโยชิ–คุมะ ถึง 37 รุ่น ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 12 จนถึงปลายศตวรรษที่ 19 ปราสาทแห่งนี้เริ่มจากการเป็นป้อมปราการบนเนินเขาที่อาศัยลักษณะภูมิประเทศตามธรรมชาติเป็นหลักในการป้องกัน และได้รับการปรับเปลี่ยนต่อเติมมาตลอดหลายศตวรรษ

 การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สุดเกิดขึ้นในสมัยของ ซางะระ นากัตสึเนะ (ค.ศ.1469-1518) เจ้าเมืองลำดับที่ 20 เนื่องจากเขาได้สร้างกำแพงหินเพื่อการป้องกัน เพิ่มป้อมปราการและขยายพื้นที่ของปราสาทให้เชื่อมต่อกับแม่น้ำคุมะ

 

ศาลเจ้าอาโออิ อาโซะ

3.JPG

 ศาลเจ้าอาโออิ อาโซะ เป็นศาลเจ้าที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังเหลืออยู่ในภายในภูมิภาคฮิโตโยชิ คุมะ ศาลเจ้าแห่งนี้สร้างขึ้นในปีค.ศ. 806 โดยมีผังการออกแบบที่คล้ายคลึงกับพระราชวังหลวงในยุคเฮอันเกียว (เมืองเกียวโตในปัจจุบัน) ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 794

 อาคารศาลเจ้าส่วนใหญ่ในปัจจุบันสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1610 และเป็นการผสมผสานรูปแบบสถาปัตยกรรมหลายแบบเข้าด้วยกัน จึงมีรายละเอียดการตกแต่งที่แปลกตา โดยรูปแบบและรายละเอียดเหล่านี้ถูกนำมาใช้อย่างสอดคล้องกันทั่วโครงสร้างอาคาร จนเกิดเป็นเอกลักษณ์ความงามเฉพาะที่สามารถพบเห็นได้ในศาลเจ้ายุคต่อมาทั่วภูมิภาคคิวชูตอนใต้ ความสอดคล้องกันของการออกแบบเช่นนี้พบได้ไม่บ่อยในศาลเจ้าเก่าแก่อื่นๆ เนื่องจากศาลเจ้าส่วนใหญ่ประกอบด้วยอาคารที่สร้างขึ้นในยุคสมัยที่แตกต่างกัน มีทั้ง ประตูโรมอน (ซุ้มประตูใหญ่), หอไฮเด็น (หอสักการะ), หอเฮเด็น (หอถวายเครื่องเซ่นไหว้), หอฮอนเด็น (อาคารหลัก) รวมถึงระเบียงทางเดินที่เชื่อมต่ออาคารเหล่านี้เข้าด้วยกัน  จึงได้รับการขึ้นทะเบียนร่วมกันให้เป็นสมบัติประจำชาติ

 

สัญลักษณ์อันโดดเด่นของศาลเจ้า

 เส้นทางเดินเข้าหอสักการะจะต้องผ่านประตูโรมอนซึ่งเป็นซุ้มประตูใหญ่สองชั้น ประตูแห่งนี้มีความสูง 12 เมตร และมีหลังคามุงจากที่ลาดชันสูง บวิเวณแผ่นไม้เหนือช่องประตูประดับด้วยงานแกะสลักอันทรงพลังซึ่งรวมไปถึงเรื่องราวจากคำสอนของอารมณ์ความรู้สึกทั้ง 4 ได้แก่ ความสุข ความโกรธ ความโศกเศร้า และความสนุกสนาน งานแกะสลักใบหน้านี้ถือเป็นงานศิลปะรูปแบบเดียวที่พบในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตัวแทนของลัทธิขงจื๊อ (เรื่องราว 24 ยอดกตัญญู) และภาพสลักใบหน้าสีขาวหนึ่งคู่ที่มุมทั้งสี่ด้าน

4.JPG

5.JPG

งานแกะสลักที่ทรงพลัง

 แนวคิดของลัทธิขงจื๊อยังคงถูกนำมาถ่ายทอดอย่างต่อเนื่องไปยังหอสักการะและอาคารโครงสร้างอื่นๆ โดยปรากฏให้เห็นในงานแกะสลักรูปสิงโตในตำนานที่กำลังเล่นสนุกสนานท่ามกลางดอกโบตั๋น และ รูปมังกรที่โผล่ออกมาจากกลุ่มเมฆ รวมถึงภาพวากดอกวิสทีเรียและดอกไม้อื่น ๆ อย่างประณีต ภาพสลักเหล่านี้มีความหรูหราและเป็นมงคล ซึ่งเป็นรูปแบบที่นิยมอย่างมากในยุคโมโมยามะ (ค.ศ. 1573–1615)

 

การผสมผสานสไตล์ที่หาได้ยาก

 ความงามในแบบของโมโมยามะได้รับการผสมผสานเข้ากับรายละเอียดการออกแบบที่เป็นที่นิยมในช่วงที่พระพุทธศาสนานิกายเซนเจริญรุ่งเรืองในศตวรรษที่ 12 และ 13 รายละเอียดเหล่านี้รวมถึงแผ่นไม้สลักทรงรีปลายแหลม ระบบโครงยึดแบบขั้นบันไดที่รองรับคานท้ายที่ยื่นออกไปไกลถึงชายคา และการตกแต่งที่ปลายคานยึด

 

กิจกรรมประจำปีที่ศาลเจ้า อาโออิ อาโซะ

 ที่ศาลเจ้าอาโออิ อาโซะ มีการจัดงานเทศกาลเป็นประจำเพื่อเฉลิมฉลองโชคลาภ สุขภาพ และการเก็บเกี่ยว รวมถึงแสดงความกตัญญูต่อเทพเจ้าที่ประดิษฐานและปกป้องคุ้มครองภูมิภาค

 งานเฉลิมฉลองที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดก็คือ งานโอคุจิ มัตสึริ หรือ เทศกาลโอคุจิ ซึ่งจัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงวันครบรอบการก่อตั้งศาลเจ้า จัดขึ้นในวันที่ 3 ถึง 11 ตุลาคม ในพิธีกรรมจะประกอบด้วยขบวนแห่และการร่ายรำคุมะ คางุระ ซึ่งเป็นการเต้นรำคางุระที่ท้องถิ่นจัดขึ้นเพื่อถวายแด่เทพเจ้า ทั้งนี้ส่วนสำคัญของเทศกาลคือขบวนแห่ในวันที่ 9 ตุลาคม ซึ่งตรงกับวันครบรอบการก่อตั้งศาลเจ้า เทพเจ้าประจำศาลเจ้าจะถูกย้ายไปยังศาลเจ้าเคลื่อนที่มิโคชิและแห่ไปตามถนนในเมือง โดยมีนักบวชชินโต ผู้ถือธงและนักแสดงเชิดสิงโตร่วมขบวนด้วย

 ในคืนก่อนวันก่อตั้งศาลเจ้าจะมีการแสดงคุมา คางุระในหอบูชาไฮเด็นบนเวทีที่ออกแบบมาเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของจักรวาล การร่ายรำคางุระโบราณรูปแบบนี้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่พบได้ในแถบฮิโตโยชิ คุมะเท่านั้น และได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็น "ทรัพย์สินทางวัฒนธรรมพื้นบ้านจับต้องไม่ได้ที่มีความสำคัญระดับชาติ"

6.JPG

7.JPG

8.JPG

วัดเออิโคคุจิ

9.jpeg

 วัดเออิโคคุจิเป็นที่รู้จักจากตำนานเรื่องเล่าเกี่ยวกับวิญญาณ บ่อน้ำที่งดงาม และเหตุการณ์สำคัญในกบฏซัตสึมะอันโด่งดัง วัดแห่งนี้เป็นของนิกายโซโตะแห่งพุทธศาสนาเซน และก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1408

 ภาพแขวนโบราณรูปวิญญาณของหญิงสาวที่มีลักษณะมือหงิกงอสวมชุดคลุมพลิ้วไหวกำลังล่องลอยอยู่โดยมีฉากหลังเป็นต้นอ้อ เป็นหนึ่งในสิ่งล้ำค่าของวัดเออิโคคุจิ ซึ่งวิญญาณตนนี้ได้ถูกเล่ากันต่อว่าเป็นวิญญาณที่ปรากฏกายที่สระน้ำหลังสระน้ำหลังอุโบสถหลักเพื่อขอความช่วยเหลือจากเจ้าอาวาสรูปแรกของวัด

 ตามตำนานกล่าวว่า ในอดีตเธอเคยเป็นภรรยาน้อยของข้าราชการท้องถิ่นผู้ทรงอิทธิพล และด้วยความทุกข์จากการถูกภรรยาหลวงกดขี่ข่มเหง เธอจึงตัดสินใจกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย ทว่าดวงวิญญาณไม่สามารถไปผุดไปเกิดได้กลายเป็นวิญญาณพยาบาท เจ้าอาวาสจึงได้วาดภาพแขวนนี้ขึ้นมาเพื่อให้วิญญาณหญิงสาวที่เคยงดงามได้เห็นรูปลักษณ์ใหม่ของตนเอง และเพื่อช่วยปลดปล่อยให้วิญญาณของเธอไปสู่สุคติ ทั้งนี้ภาพแขวนที่จัดแสดงอยู่ในอุโบสถหลักในปัจจุบันเป็นภาพจำลอง

 สระน้ำของวัดสามารถเดินเชื่อมไปได้จากอุโบสถหลัก และผู้มาเยือนสามารถนั่งพักผ่อนเพื่อชมทัศนียภาพได้จากอาคารรับรอง ชมดอกไม้ตามฤดูกาล เช่น ดอกวิสทีเรียและดอกไฮเดรนเยีย รวมถึงไม้ยืนต้นอย่างซากุระ สน และเมเปิล จะผลัดกันสะท้อนสีสันลงบนผืนน้ำในสระตามแต่ละฤดูกาลที่หลากหลาย

 นอกจากนี้ภายในอุโบสถหลักยังมีการจัดแสดงวัตถุโบราณจากยุคกบฏซัตสึมะ ซึ่งรวมถึงกระซุนปืนใหญ่และภาพอักษรพู่กันที่เขียนโดยซามูไรผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง ไซโก ทากาโมริ (ค.ศ. 1828–1877)

 โดยในปี ค.ศ. 1877 หลังจากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ใน สมัยจักรพรรดิเมจิ ได้ 9 ปี(ครองราชย์ ค.ศ. 1868–1912) ไซโกได้นำกลุ่มซามูไรที่ไม่พอใจนโยบายรัฐบาลก่อการปฏิวัติต่อต้านกองทัพจักรพรรดิ ฝ่ายกบฏได้สู้รบกับกองทัพรัฐบาลไปทั่วภูมิภาคและหลังจากประสบความล้มเหลวในการเข้ายึดปราสาทคุมาโมโตะทางตอนเหนือ ไซโกจึงได้ถอยทัพมายังพื้นที่ฮิโตโยชิ–คุมะ และใช้บัญชาการรบที่วัดเออิโคคุจิ 33 วัน ก่อนจะถูกกองกำลังของรัฐบาลขับไล่ออกไป

10.jpeg 11.JPG

เส้นทางแสวงบุญพระโพธิสัตว์กวนอิม 33 แห่งซางาระ

**คันนง (Kannon) คือ คำในภาษาญี่ปุ่นที่ใช้เรียก พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร หรือ "เจ้าแม่กวนอิม"

 เส้นทางแสวงบุญพระโพธิสัตว์กวนอิม 33 แห่งซางาระ ประกอบด้วยสถานที่สักการะทั้งหมด 35 แห่ง ซึ่งอุทิศให้แก่พระโพธิสัตว์กวนอิมในภูมิภาคฮิโตโยชิ–คุมะ

พระพุทธรูปทั้งหมดแกะสลักขึ้นจากไม้ และบางองค์มีการปิดทองอย่างงดงาม โดยถ่ายทอดรูปลักษณ์ของพระโพธิสัตว์คันนงผ่านศิลปะที่หลากหลาย ทั้งในอิริยาบถประทับนั่งและประทับยืน มีการพนมมืออธิษฐานหรือแสดงปางสัญลักษณ์ต่าง ๆ ทั้งนี้พระพุทธรูปองค์ที่เก่าแก่ที่สุดมีอายุย้อนไปถึงในยุคนารา (ค.ศ. 710–794)

แม้ว่าพระโพธิสัตว์กวนอิมบางองค์จะเปิดให้เข้าชมได้ตลอดทั้งปี แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเปิดให้สักการะเฉพาะในช่วงเวลาไม่กี่วัน รอบๆวันวิษุวัตในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงเท่านั้น หนึ่งในสถานที่ในฮิโตโยชิที่เปิดให้เข้าชมได้ตลอดปีคือ วิหารมุรายามะ คันนง ณ วัดคันเรนจิ ซึ่งเป็นสถานที่แสวงบุญลำดับที่ 9 พระโพธิสัตว์กวนอิมพันมือของวิหารแห่งนี้ประทับยืนอยู่บนดอกบัว โดยมีพระกรยื่นมาด้านหน้าและแผ่รัศมีออกจากพระวรกายรอบทิศทาง พระกรจำนวนมากนี้แสดงถึงความเมตตากรุณาอันครอบคลุมและไร้ขอบเขตของพระองค์

พระพุทธรูปองค์นี้สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 12 มีเส้นสายที่อ่อนช้อยและพลิ้วไหวซึ่งเป็นเอกลักษณ์เด่นของศิลปะในยุคนั้น

 เส้นทางแสวงบุญนี้เริ่มเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในยุคเอโดะ (ค.ศ. 1603–1867) และยังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน โดยจะจัดขึ้นในวันวิษุวัตฤดูใบไม้ผลิ และเป็นเวลา 7 วันในช่วงวันวิษุวัตฤดูใบไม้ร่วง ในช่วงเทศกาลแสวงบุญนี้ผู้คนในชุมชนจะมาร่วมกันแบ่งปันอาหารและเครื่องดื่มให้แก่เพื่อนบ้านรวมถึงผู้ที่เดินทางมาแสวงบุญทุกคน

12.jpeg  13.jpeg

คาจิยามาจิ—สำรวจย่านโรงตีเหล็กดั้งเดิมของฮิโตโยชิ

 ในยุคเอโดะ (ค.ศ. 1603–1867) เคยมีเสียงค้อนกระทบเหล็กดังก้องไปทั่วย่าน "คาจิยามาจิ" ซึ่งเป็นย่านช่างตีเหล็กของเมืองฮิโตโยชิ แม้ว่าในปัจจุบันจะไม่มีโรงตีเหล็กที่ยังเปิดทำงานเหลืออยู่แล้วในคาจิยามาจิ แต่ย่านนี้ก็ได้รับการอนุรักษ์เอาไว้ โดยถนนสายหลักในปัจจุบันเต็มไปด้วยร้านค้าดั้งเดิมที่ดำเนินกิจการโดยครอบครัวสืบต่อกันมา

 นอกจากนี้ ตลอดสองข้างทางและภายในอาคารบางแห่งยังมีป้ายบอกทางซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาษาญี่ปุ่นที่ช่วยอธิบายถึงลักษณะเด่นของบ้านเรือนพ่อค้ารวมถึงแง่มุมต่าง ๆ ของวัฒนธรรมท้องถิ่น เช่น "อุนซุน คารุตะ" ซึ่งเป็นเกมไพ่ดั้งเดิมที่เหล่าช่างตีเหล็กในเมืองฮิโตโยชิเคยนิยมเล่นกันในอดีต

เยี่ยมชมโรงงานผลิตซอส

14.jpeg

 คามาดะ โจโซโจ เป็นผู้ผลิตซีอิ๊วขาว (โชยุ) และเต้าเจี้ยวบด (มิโซะ) ประกอบกิจการภายในบ้านเรือนตั้งแต่ยุคไทโซ (ค.ศ. 1912–1926) แม้ว่าตัวอาคารจะได้รับการบูรณะซ่อมแซมมาโดยตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังคงรักษารูปลักษณ์ดั้งเดิมได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ผู้มาเยือนสามารถเข้าชมโรงบ่มได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการผลิตซีอิ๊วขาวและมิโซะ

15.jpeg

16.jpeg

ประสบการณ์เกี่ยวกับชาและวัฒนธรรม

 17.jpeg

 ทาเทยามะ โชเทง เป็นบ้านเรือนที่จำหน่ายใบชาโดยมีพื้นที่สำหรับชิมชาพร้อมชมสวนน้ำชาแบบดั้งเดิม โดยตระกูลทาเทยามะสืบทอดกิจการและเป็นผู้จัดหาชาคุณภาพดีมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1877 นอกจากนี้ทางร้านยังมีกิจกรรมต่างๆให้บริการ เช่น เวิร์กชอปสาธิตวิธีชงชา, การจัดดอกไม้แบบญี่ปุ่น (อิเคบานะ), การชิมมัทฉะ รวมถึงประสบการณ์เข้าร่วมพิธีชงชาดั้งเดิม ซึ่งรวมไปถึงการสวมชุดกิโมโนอีกด้วย

                      18.jpeg

คุณสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากลิงก์นี้  

 

อุนซุนคารุตะ เกมไพ่โบราณ 

 อุนซุนคารุตะ มีวิวัฒนาการมาจากเกมที่พ่อค้าชาวโปรตุเกสนำเข้ามาในศตวรรษที่ 16 เกมไพ่นี้ได้รับความนิยมไปทั่วประเทศญี่ปุ่น แต่เนื่องจากตัวเกมมีแนวโน้มที่จะนำไปใช้ในการพนัน จึงถูกสั่งห้ามภายใต้มาตรการปฏิรูปแนวคิดอนุรักษนิยม ซึ่งประกาศใช้ในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 โดยรัฐบาลโชกุนเอโดะ แม้จะมีมาตรการเหล่านี้ แต่อุนซุนคารุตะ ยังคงมีการเล่นกันอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคฮิโตโยชิ คุมะ และสืบทอดมาได้จนถึงปัจจุบัน ณ บ้านอุนซุนคารุตะ หรือ อุนซุนคารุตะ โนะ อิเอะ

 นักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชมเมืองคาจิยะ (คาจิยะมาจิ) สามารถเรียนรู้เกี่ยวกับอุนซุนคารุตะ และร่วมเล่นเกมไพ่ที่เล่นด้วยไ่พ่ 75 ใบจาก 5 สำรับได้ ซึ่งเกมไพ่นี้ ได้รับการจดทะเบียนเป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมพื้นบ้านที่จับต้องไม่ได้ที่สำคัญอีกด้วย

19.jpeg

20.jpeg 21.jpeg

กิจกรรมที่แม่น้ำคุมะ

 แม่น้ำสายนี้เปรียบเสมือนหัวใจสำคัญของภูมิภาค ฮิโตโยชิ คุมะ ในช่วงยุคเอโดะ (ค.ศ. 1603-1867) โดยเป็นเส้นทางหลักที่ช่วยขับเคลื่อนทั้งการค้าและการเกษตร

 โดยปัจจุบัน แม่น้ำแห่งนี้ก็ได้กลายมาเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับกิจกรรมนันทนาการต่าง ๆ ตั้งแต่การล่องแก่งไปจนถึงการเล่นกิจกรรมผจญภัยในหุบเขา (Canyoning )โดยมีหลากหลายวิธีที่สามารถสัมผัสกับทัศนียภาพและปราสาทของแม่น้ำคุมะ ทั้งการล่องเรือด้วยแพยาง การเข้าใกล้ป้อมปราการหินของปราสาทฮิโตโยชิด้วยเรือสำราญไม้ หรือการฝึกทรงตัวบนบอร์ดพายแบบยืน (SUP)

 ผู้ประกอบการท่องเที่ยวในภูมิภาคฮิโตโยชิ คุมะ มีบริการโปรแกรมล่องแก่งแบบครึ่งวันและเต็มวัน รวมถึงกิจกรรมทางน้ำอื่น ๆ โดยบางแพ็กเกจจะรวมอาหารกลางวันบริการแช่น้ำพุร้อน (ออนเซ็น) หรือที่พักไว้ให้ด้วย โดยทั่วไปกิจกรรมเหล่านี้จำเป็นต้องมีการจองล่วงหน้าโดยตรงกับผู้ประกอบการ

ทั้งนี้ สามารถดูรายชื่อผู้ประกอบการในท้องถิ่นได้ที่เว็บไซต์ของสมาคมล่องแก่งคุมากาวะ (Kumagawa Rafting Association) ซึ่งได้ให้บริการเป็นภาษาญี่ปุ่น

22.jpeg

23.jpeg

คุมาโชจู – ประเภทและลักษณะเฉพาะ

 ภูมิภาคฮิโตโยชิ คุมะ มีโรงกลั่น 27 แห่ง ซึ่งแต่ละแห่งต่างก็มีผลิตภัณฑ์คุมะโชจู ที่มีลักษณ์เฉพาะตัวที่แตกต่างกันออกไป โรงกลั่นเหล่านี้ได้ผสานประเพณีอันเก่าแก่ของการกลั่นโชจูจากข้าวเข้ากับเทคนิคและนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อสร้างโซจูคุณภาพดีแบบกลั่นครั้งเดียว(Single-Distilled) ที่มีความหลากหลายรสชาติและกลิ่นของคุมะโชจูจะขึ้นอยู่กับหลากหลายปัจจัย อย่างเช่น ชนิดของข้าวและเชื้อราโคจิที่ใช้ในการหมักข้าวสับ ยีสต์ที่ใช้ในกระบวนการการหมัก ความดันทีใช้ในการกลั่น และระยะเวลาที่ใช้ในการบ่ม

คุมะโชจูจึงมีรสชาติสัมผัสที่หลากหลายโดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภทหลักๆ ได้แก่

1. ประเภทแบบเบาบาง (Light Type) เป็นโชจูที่มีรสชาตินุ่มนวล ผลิตด้วยกรรมวิธีการกลั่นแบบสุญญากาศ

2. ประเภทแบบเข้มข้น (Rich Type) เป็นโชจูที่มีรสชาติและกลิ่นที่เข้มข้น มีเนื้อสัมผัสเต็มคำ กลั่นภายใต้ความดันปกติ

3. ประเภทแบบเน้นกลิ่น (Flavor Type) เป็นโชจูที่มีความโดดเด่นที่กลิ่นหอม ซึ่งโดยทั่วไปจะเป็นกลิ่นผลไม้หรือดอกไม้

4. ประเภทแบบเน้นกลิ่น (Flavor Type) เป็นโชจูที่มีความโดดเด่นที่กลิ่นหอม ซึ่งโดยทั่วไปจะเป็นกลิ่นผลไม้หรือดอกไม้

รสชาติที่โดดเด่นเป็นพิเศษ ซึ่งผลิตด้วยกรรมวิธีที่แตกต่างไปจากแบบดั้งเดิมมีหลากหลายวิธีในการดื่มคุมะโชจู ไม่ว่าจะดื่มเพียว(Straight) หรือ ใส่น้ำแข็ง ผสมน้ำเปล่า ผสมโซดา หรือ จะนำไปไปทำเป็นค็อกเทลก็ได้ ส่วนประเภทมีเอกลักษณ์(Character Type) และแบบเข้มข้น (Rich Type) นิยมดื่มแบบเพียวหรือใส่น้ำแข็งก็ได้ และสำหรับประเภทเข้มนั้นยังนิยมดื่มแบบผสมน้ำอุ่นอีกด้วย ประเภทแบบเน้นกลิ่น(Flavor Type) และแบบบาง(Light Type) เบามักดื่มพร้อมน้ำแข็งหรือโซดา นอกจากนี้ประเภท Flavor หลายตัวยังนิยมนำไปใช้เป็นส่วนผสมในค็อกเทลที่มีส่วนผสมของผลไม้ตระกูลส้มอีกด้วย

ทั้งนี้ ปริมาณแอลกอฮอล์ (Alcohol by volume หรือ ABV) ของคุมะโชจูจะอยู่ในช่วงระหว่าง 25% ไปจนถึงประมาณ 44% โดยสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคุมะโชจู ทั้งในเรื่องของประเภทต่าง ๆ รูปแบบการดื่ม และคำแนะนำในการจับคู่กับอาหารได้ที่ Kuma Shochu ซึ่งเป็นเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของสมาคมผู้ผลิตคุมะโชจู (Kuma Shochu Makers’ Association)

24.jpeg 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม โปรดดูที่ลิงก์นี้

 

บ่อน้ำพุร้อนฮิโตโยชิ (ออนเซ็น)

 ฮิโตโยชิเป็นเมืองน้ำพุร้อน(ออนเซ็น) ที่ได้รับความนิยมมาตั้งแต่ทศวรรษ 1940 แต่ผู้คนในพื้นที่เพลินเพลินการแช่น้ำพุร้อนมาตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 15 จากบันทึกระบุว่า ซางาระ ทาเม็ตสึงุ (ค.ศ.1447–1500) เจ้าเมืองซางาระลำดับที่ 12 แห่งภูมิภาค ฮิโตโยชิ คุมะ ได้เคยลงแช่น้ำพุร้อนที่วัดท้องถิ่นเพื่อรักษาสุขภาพ และในระหว่างนั้น ท่านยังได้แต่งกลอนวากะ เพื่อบันทึกประสบการณ์ของตนเองพร้อมทั้งแสดงความเคารพต่อพระโพธิสัตว์กวนอิมผู้เปี่ยมด้วยความเมตตากรุณาอีกด้วย สถานบริการแช่น้ำพุร้อนแต่ละแห่งในฮิโตโยชิต่างก็มีแหล่งน้ำพุร้อนของตัวเอง น้ำพุร้อนเหล่านี้มีคุณสมบัติเป็นด่างอ่อนๆ และอาจมีส่วนประกอบของคาร์บอเนต ซึ่งเป็นสิ่งที่มักจะพูดถึงกันว่าจะทำให้ผิวพรรณเนียนนุ่มราวกับผ้าไหม

ฮิโตโยชิมีสถานบริการน้ำพุร้อนประมาณ 30 แห่ง ตั้งแต่สระกลางแจ้งขนาดใหญ่ท่ามกลางบรรยากาศในสวนไปจนถึงบ่อน้ำพุร้อนในท้องถิ่นที่คึกคักภายในโรงอาบน้ำสไตล์ชนบท บางแห่งมีบ่อส่วนตัวที่สามารถจองเพื่อเข้าใช้บริการโดยมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม ทั้งนี้ บ่อน้ำพุร้อนสาธารณะจะมีการแยกฝั่งชาย-หญิง และการแช่น้ำพุร้อนจะต้องไม่สวมใส่ชุดว่ายน้ำนอกจากนี้ สถานบริการบางแห่งอาจมีนโยบายห้ามผู้ที่มีรอยสักเข้าใช้บริการ ดังนั้นกรุณาตรวจสอบข้อมูลล่วงหน้าก่อนเข้าใช้บริการ

 

แผนที่สถานที่ท่องเที่ยว

ข้อมูลการท่องเที่ยว

 

この記事に関する問い合わせ先

人吉市 経済部 商工観光課 観光物産係

電話番号:
【代表】0966-22-2111 (電話交換から担当部署におつなぎします)

ページの 先頭へ